posted on 26 Jun 2009 16:04 by smartinvestor in Data
1. การส่งออกเดือนพฤษภาคม
· การส่งออก มีมูลค่า 11,656.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 26.6 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่เจ็ด และเมื่อคิดในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 411,589.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17.0
· ปัจจัยที่มีผลทำให้การส่งออกลดลง ได้แก่
1) ความต้องการในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ ผู้ซื้อในต่างประเทศยังมีสต็อคคงเหลือและชะลอการสั่งซื้อหรือหยุดการสั่งซื้อชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์และระบายสต๊อค มีการต่อรองเพื่อขอลดราคาสินค้า
2) ปัญหาการขาดสภาพคล่องของผู้ส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก ผู้ซื้อในต่างประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจ มีการขอยืดระยะเวลาในการชำระเงินและขอเลื่อนการส่งมอบมากขึ้น ผู้ส่งออกของไทยลังเลที่จะรับคำสั่งซื้อใหม่ๆ ทั้งจากผู้ซื้อรายเดิม ผู้ซื้อรายใหม่ หรือผู้ซื้อในตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะได้รับการชำระเงินค่าสินค้า นอกจากนี้สถาบันการเงินในประเทศได้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ส่งออกมากขึ้น ยิ่งส่งผลซ้ำเติมสภาพคล่องของผู้ส่งออกไทย
3) ราคาสินค้าในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง สินค้าอาหารประเภท อาหารทะเล กุ้ง ผักผลไม้ และ ไก่ น้ำมัน เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และเหล็กและเหล็กกล้า เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลง การเก็งกำไรที่ลดไปอย่างมาก และการแข่งขันทางการค้าที่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากทุกประเทศต่างก็พยายามเร่งรัดผลักดันการส่งออกเพื่อเป็นการบรรเทาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
· สินค้าส่งออก ส่งออกลดลงในทุกหมวด โดยสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลงร้อยละ 26.9 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 25.2 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 31.6 · สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อและมีการต่อรองราคามากขึ้น ยกเว้น กุ้ง และ
น้ำตาลที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไก่และผลไม้ที่ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น
· สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 และ 11.8 ตามลำดับ และ น้ำตาล ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 และ 26.1 ตามลำดับ · สินค้าที่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 มูลค่าลดลงร้อยละ 26.1 ไก่สดแช่แข็งและแปรรูปปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 มูลค่าลดลงร้อยละ 6.5 และ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 มูลค่าลดลงร้อยละ 9.9
· สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 15.9 และ 38.1 ตามลำดับ ยางพารา ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 19.6 และ 56.0 ตามลำดับ อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป(ไม่รวมกุ้ง) ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 5.0 และ 21.7 ตามลำดับ และ อาหารอื่นๆ มูลค่าลดลงร้อยละ 26.0
· สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลง ที่สำคัญได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับตกแต่งบ้าน เลนส์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกมส์ และของเล่น รวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ลดลงเป็นเดือนที่สองร้อยละ 11.4 (ทองคำเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.9)
· สินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 31.6 ที่สำคัญและลดลงในอัตราสูงได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบลดลงร้อยละ 44.7 , 17.8 และ 23.0 ตามลำดับ
ในช่วงนี้นอกจากหุ้นพลังงานและหุ้นสถาบันการเงินที่กำลังวิ่งขึ้นเป็นกระทิงแล้ว หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่วิ่งขึ้นไม่น้อยไปกว่ากันก็คือหุ้นของกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรรซึ่งรวมถึงคอนโดก็วิ่งขึ้นไม่แพ้กัน ที่สำคัญ หุ้นหลายตัวไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่ที่เป็นกลุ่มที่กำลังวิ่งนำตลาดอยู่ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่สร้างบ้านและคอนโดมิเนียมขายนั้น เป็นธุรกิจที่ “มีเสน่ห์” และเป็นหุ้นที่ “ไม่เคยตาย” ในตลาดหุ้นไทย เพราะคุณสมบัติสำคัญของหุ้นกลุ่มนี้ก็คือ เวลาที่มันวิ่ง มันจะขึ้นแรงมาก ตรงกันข้าม เวลาที่ลง มันก็ลงแรงมาก และไม่ว่าเวลาใด ปริมาณการซื้อขายมีมาก เรียกว่ามีสภาพคล่องสูงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของกิจการ ดังนั้น ถ้าจะหาหุ้นเก็งกำไรที่เล่นสนุก ได้เสียกันเร็วแล้วละก็ นี่เลย!
แต่หุ้นบ้านจัดสรรนี้เป็นหุ้นที่มีความซับซ้อนและการวิเคราะห์ก็ต้องมองแตกต่างไปจากหุ้นของกิจการอื่นพอสมควร ถ้าคิดแบบธรรมดาเราก็อาจจะวิเคราะห์ผิดได้ ที่สำคัญก็คือ การดูตัวเลขผลประกอบการนั้น อาจจะใช้ไม่ได้และกลายเป็นกับดักให้เราเข้าไปติด และนี่ทำให้การดูค่า PE สำหรับธุรกิจบ้านจัดสรรนั้น มีความหมายน้อยกว่ากิจการอย่างอื่นอีกหลาย ๆ อย่าง
ความแตกต่างหรือแปลกไปจากธุรกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจเรื่องแรกก็คือ ตัวเลขผลประกอบการของธุรกิจบ้านจัดสรรที่ “เพิ่งประกาศ” มานั้น มักจะเป็นผลงานของบริษัทใน “อดีต” ที่ห่างไกล เช่น กำไรที่เห็นในวันนี้อาจจะเป็นเรื่องของการขายคอนโดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อ “สองปี” ที่แล้ว เหตุผลก็คือ การรับรู้รายได้ส่วนใหญ่นั้น เพิ่งจะมาทำกันตอนคอนโดสร้างเสร็จและโอนกันเรียบร้อยหลังจากการสร้างเสร็จซึ่งใช้เวลาสองปี ดังนั้น เมื่อเราเห็นกำไรที่งดงามในวันนี้ ก็อย่าเพิ่งดีใจ เพราะการซื้อหุ้นนั้นหรือราคาหุ้นที่จะไปนั้นอยู่ที่ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่ผลประกอบการในอดีต
สิ่งที่ช่วยพิสูจน์หรือยืนยันในเรื่องของผลประกอบการของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็คือ ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มนี้ในไตรมาศแรกที่ผ่านมา นั่นก็คือ ในขณะที่เศรษฐกิจในไตรมาศแรกของปีนี้ตกต่ำที่สุดคือลบลงมาถึง 7% ซึ่งทำให้ผลประกอบการรวมของบริษัทจดทะเบียนลดลงถึงเกือบ 50% จากปีก่อน แต่ผลประกอบการของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยตรรกะแล้วควรที่จะถูกกระทบมากกว่าธุรกิจอื่นเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูงมากและผู้คนมักจะไม่อยากลงทุนซื้อในยามที่มีความไม่แน่นอนของการจ้างงาน กลับมีผลกำไร “เท่าเดิม” โดยที่หลายบริษัทมีผลกำไรมากกว่าเดิมมาก ดังนั้น ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือ เวลาวิเคราะห์ดูพื้นฐานของกิจการบ้านจัดสรร อย่าเพิ่งใช้ตัวเลขกำไรในไตรมาศหรือแม้แต่ปีที่ผ่านมาเป็นตัวอ้างอิง
กิจการพัฒนาบ้านจัดสรรขายนั้น เป็นกิจการที่ต้อง “เริ่มต้นใหม่ทุกปี” นั่นคือ มันเป็นธุรกิจที่ต้องหาลูกค้าใหม่เกือบทั้งหมด ลูกค้า “ขาประจำ” ที่จะกลับมาซื้อซ้ำนั้นแทบไม่มีเพราะบ้านนั้น เวลาซื้อแล้ว ส่วนใหญ่ก็ไม่ซื้ออีกในชีวิตนี้ ดังนั้น การที่จะคาดหวังยอดขายและรายได้ในแต่ละปีก็มักจะทำได้ยาก การสร้างความภักดีในยี่ห้อหรือตัวสินค้าก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องอะไร เหนือสิ่งอื่นใด ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อบ้านนั้น เขามักจะเลือกที่ทำเลเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นตัวประกอบ ดังนั้น การต่อสู้กันของผู้ประกอบการจึงอยู่ที่ทำเลซึ่งไม่มีใครได้เปรียบใครเนื่องจากทุกคนสามารถหาซื้อที่ดินที่ไหนก็ได้
ว่าที่จริง การทำธุรกิจบ้านจัดสรรนั้น บริษัทจำนวนมากแทบจะไม่ได้มีคนหรือหน่วยงานมากมายในการดำเนินงานเลย ยกเว้นเรื่องของที่ดินที่บริษัทต้องซื้อเองและการดูแลงานปฏิบัติการของบริษัทซึ่งก็ไม่ต้องใช้คนมากมายอะไรแล้ว บริษัทสามารถจ้างคนออกแบบบ้านหรือคอนโดให้หรูหราอย่างไรก็ได้โดยสถาปนิกชื่อดัง บริษัทสามารถจ้างบริษัทอื่นในการขายของโครงการหรือถ้าขายเองก็จ้างคนอื่นในการทำโฆษณา ขายได้แล้วบริษัทก็มักจะจ้างบริษัทอื่นเป็นคนสร้าง สรุปแล้ว การเป็นบริษัททำโครงการจัดสรรนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยาก บางทีขอให้มีทำเลที่ดีก็สามารถประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ และว่าที่จริงก็มีโครงการอย่างที่ว่าให้เห็นมาพอสมควรด้วย และนี่ก็มาถึงข้อสรุปที่ว่า บริษัทบ้านจัดสรรนั้น ส่วนใหญ่ไม่น่าจะมี Goodwill หรือค่าความนิยมในทางธุรกิจ ซึ่งถ้าจะขยายความก็คือ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้มีลูกค้า ระบบการทำงาน ชื่อเสียงของยี่ห้อ และอื่น ๆ ที่ทำให้ธุรกิจมีค่ามากกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท
และนั่นนำมาถึงข้อสรุปสุดท้ายที่ว่า ถ้าพูดถึงมูลค่าพื้นฐานของหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว ผมคิดว่า หุ้นอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่นั้น ถ้าเราไม่สามารถหา ความ “โดดเด่นพิเศษ” ที่บริษัทอื่นทำไม่ได้หรือเลียนแบบไม่ได้ เราก็อาจจะเสี่ยงถ้าไปลงทุนในบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีของบริษัท
ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ แม้ว่าเราจะพบและลงทุนในหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจและมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ เราไม่ควรถือไว้ยาวนานเกินไป เพราะธุรกิจนี้มีลักษณะที่เป็นวัฏจักรขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ผมเองไม่แน่ใจว่าธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจที่จะค่อย ๆ ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ หรือไม่ในระยะยาว เหตุผลก็คือ อัตราการเกิดของคนไทยลดลงมาก ถึงวันหนึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีบ้านใหม่เพราะสามารถรับมรดกบ้านต่อจากพ่อแม่ได้ ดังนั้น การลงทุนในหุ้นบ้านจัดสรรนั้น เราต้องรู้ว่า นี่เป็นเกมที่ไม่สามารถซื้อไว้แล้วนั่งอยู่เฉย ๆ นาน ๆ ได้
Dr.Nives
posted on 22 Jun 2009 09:05 by smartinvestor in BabyInvestor
วิธีการอ่านกราฟ
การแสดงค่าการเปลี่ยนแปลงของราคาในปัจจุบันนั้น นิยมใช้การแสดงด้วยกราฟหรือ Chart เป็นหลัก ซึ่งโดยพื้นฐานนั้นเราต้องเข้าในความหมายของการเคลื่อนที่ของราคาเสียก่อน จึงจะสามารถดูทิศทางหรือแนวโน้มของราคาที่เคลื่อนที่ไปได้
จากรูปข้างบน เราจะพบว่ากราฟมีการเคลื่อนที่ในสองลักษณะคือ ลง และขึ้น โดยที่ถ้าราคากำลังเคลื่อต่ำลงมาเป็นจังหวะที่ควรเข้า Sell (ขาย) หรือคือการเล่น Shot นั่นเอง ส่วนเมื่อราคาเคลื่อนที่สูงขึ้น เป็นจังหวะที่ควรเข้าทำการ Buy (ซื้อ) หรือเล่น Long นอกจากนี้กราฟยังสามารถมีลักษณะเคลื่อนที่ไปยังด้านข้างหรือที่เรียกว่า sideway ซึงเป็นช่วงที่เราควรหลีกเลี่ยงจากการลงทุน
ลักษณะของกราฟ
กราฟนั้นมีลักษณะอยู่สามแบบใหญ่ๆได้แก่
1.แบบเส้น( Line Chart ) คือการแสดงกราฟราคาโดยใช้เส้นราคา ดังรูปข้างล่าง
2.แบบแท่ง( Bar Chart ) คือการแสดงราคาโดยรูปแบบของแท่งราคา ดังรูปข้างล่าง
ซึ่งในแต่ละแท่งจะแทนการเปลี่ยนแปลงในหนึ่งช่วงเวลา เช่นถ้าเรากำหนดเสกลเวลาที่ 1 ชม. ดังนั้น หนึ่งแท่งของแท่งราคาจะใช้เวลา 1 ชม. ซึ่งในหนึ่งแท่งของแท่งราคาจะประกอบด้วย
-ราคาเปิด แทนด้วยเส้นขีดแนวนอนทางด้านซ้าย
-ราคาปิด แทนด้วยเส้นขีดแนวนอนทางด้านขวา
-ราคาสูงสุด คือจุดสูงสุดของแท่ง
-ราคาต่ำสุด คือจุดต่ำสุดของแท่ง
จะเห็นว่ากราฟแบบแท่งจะให้รายละเอียดต่อหนึ่งช่วงเวลาได้มากกว่าแบบเส้น
3.แบบแท่งเทียน (Candle Stick) คือการแสดงราคาด้วยรูปแบบแท่งราคาของญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะดังรูปข้างล่าง
กราฟแบบแท่งเทียนนั้นจะบอกรายละเอียดของราคาในหนึ่งเสกลเวลาเช่นเดียวกับในแบบแท่ง( Bar Chart ) แต่จะง่ายในการใช้ดูภาพรวมของตลาด โดยสังเกตุจากสีของแท่งเทียนได้ง่ายกว่า ซึ่งแท่งเทียนแต่ละแท่งมีรายละเอียดดังนี้
-ส่วนของตัวเทียน คือส่วนแท่งหนาๆ มีสองลักษณะ คือแบบแท่งโปร่งหรือสีขาวหมายถึงราคาเปิดสูงกว่าราคาปิด และแบบแท่งทึบหรือสีดำ หมายถึงราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด
-ส่วนของไส้เทียน หรือเส้นเล็กๆที่ยื่นออกมาจากตัวแท่งเทียน โดยปลายไส้เทียนด้านบนหมายถึงราคาสูงสุด ส่วนปลายไส้เทียนด้านล่างหมายถึงราคาต่ำสุด