1. การส่งออกเดือนพฤษภาคม

                · การส่งออก มีมูลค่า 11,656.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 26.6  ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่เจ็ด  และเมื่อคิดในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า  411,589.7 ล้านบาท  ลดลงร้อยละ  17.0

                 · ปัจจัยที่มีผลทำให้การส่งออกลดลง ได้แก่

                                1) ความต้องการในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่  ผู้ซื้อในต่างประเทศยังมีสต็อคคงเหลือและชะลอการสั่งซื้อหรือหยุดการสั่งซื้อชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์และระบายสต๊อค  มีการต่อรองเพื่อขอลดราคาสินค้า 

                                2) ปัญหาการขาดสภาพคล่องของผู้ส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น  เนื่องจาก ผู้ซื้อในต่างประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจ  มีการขอยืดระยะเวลาในการชำระเงินและขอเลื่อนการส่งมอบมากขึ้น  ผู้ส่งออกของไทยลังเลที่จะรับคำสั่งซื้อใหม่ๆ  ทั้งจากผู้ซื้อรายเดิม ผู้ซื้อรายใหม่ หรือผู้ซื้อในตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะได้รับการชำระเงินค่าสินค้า  นอกจากนี้สถาบันการเงินในประเทศได้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ส่งออกมากขึ้น  ยิ่งส่งผลซ้ำเติมสภาพคล่องของผู้ส่งออกไทย

                                3) ราคาสินค้าในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ข้าว  ยางพารา  มันสำปะหลัง สินค้าอาหารประเภท อาหารทะเล  กุ้ง  ผักผลไม้ และ ไก่   น้ำมัน เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และเหล็กและเหล็กกล้า  เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลง  การเก็งกำไรที่ลดไปอย่างมาก  และการแข่งขันทางการค้าที่มีความรุนแรงมากขึ้น  เนื่องจากทุกประเทศต่างก็พยายามเร่งรัดผลักดันการส่งออกเพื่อเป็นการบรรเทาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

                 · สินค้าส่งออก  ส่งออกลดลงในทุกหมวด  โดยสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลงร้อยละ 26.9 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ  25.2  และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 31.6                                · สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อและมีการต่อรองราคามากขึ้น ยกเว้น กุ้ง และ

น้ำตาลที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไก่และผลไม้ที่ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 

                                                · สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 และ 11.8 ตามลำดับ และ น้ำตาล ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 และ 26.1 ตามลำดับ                                                 · สินค้าที่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6  มูลค่าลดลงร้อยละ 26.1 ไก่สดแช่แข็งและแปรรูปปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9  มูลค่าลดลงร้อยละ 6.5 และ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4  มูลค่าลดลงร้อยละ 9.9

                                                · สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่  ข้าว ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 15.9 และ 38.1  ตามลำดับ  ยางพารา ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 19.6 และ 56.0  ตามลำดับ  อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป(ไม่รวมกุ้ง) ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 5.0 และ 21.7 ตามลำดับ และ อาหารอื่นๆ มูลค่าลดลงร้อยละ 26.0

                                · สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ  ส่วนใหญ่ส่งออกลดลง ที่สำคัญได้แก่  เครื่องอิเล็กทรอนิกส์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  ยานยนต์  เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก  วัสดุก่อสร้าง  สิ่งทอ  ผลิตภัณฑ์ยาง  สิ่งพิมพ์  เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง  เฟอร์นิเจอร์  เครื่องประดับตกแต่งบ้าน  เลนส์  เครื่องสำอาง  ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์  นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกมส์ และของเล่น  รวมทั้งอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ลดลงเป็นเดือนที่สองร้อยละ 11.4  (ทองคำเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.9) 

                                · สินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ  31.6 ที่สำคัญและลดลงในอัตราสูงได้แก่  น้ำมันสำเร็จรูป  น้ำมันดิบและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบลดลงร้อยละ 44.7  , 17.8 และ 23.0  ตามลำดับ

หุ้นบ้านจัดสรร

posted on 23 Jun 2009 08:44 by smartinvestor  in ValueInvester
ในช่วงนี้นอกจากหุ้นพลังงานและหุ้นสถาบันการเงินที่กำลังวิ่งขึ้นเป็นกระทิงแล้ว  หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่วิ่งขึ้นไม่น้อยไปกว่ากันก็คือหุ้นของกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรรซึ่งรวมถึงคอนโดก็วิ่งขึ้นไม่แพ้กัน   ที่สำคัญ หุ้นหลายตัวไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่ที่เป็นกลุ่มที่กำลังวิ่งนำตลาดอยู่    ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่สร้างบ้านและคอนโดมิเนียมขายนั้น   เป็นธุรกิจที่  มีเสน่ห์  และเป็นหุ้นที่   ไม่เคยตาย  ในตลาดหุ้นไทย   เพราะคุณสมบัติสำคัญของหุ้นกลุ่มนี้ก็คือ   เวลาที่มันวิ่ง  มันจะขึ้นแรงมาก  ตรงกันข้าม  เวลาที่ลง  มันก็ลงแรงมาก  และไม่ว่าเวลาใด  ปริมาณการซื้อขายมีมาก   เรียกว่ามีสภาพคล่องสูงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของกิจการ  ดังนั้น  ถ้าจะหาหุ้นเก็งกำไรที่เล่นสนุก  ได้เสียกันเร็วแล้วละก็  นี่เลย! 

                แต่หุ้นบ้านจัดสรรนี้เป็นหุ้นที่มีความซับซ้อนและการวิเคราะห์ก็ต้องมองแตกต่างไปจากหุ้นของกิจการอื่นพอสมควร   ถ้าคิดแบบธรรมดาเราก็อาจจะวิเคราะห์ผิดได้   ที่สำคัญก็คือ  การดูตัวเลขผลประกอบการนั้น  อาจจะใช้ไม่ได้และกลายเป็นกับดักให้เราเข้าไปติด  และนี่ทำให้การดูค่า  PE สำหรับธุรกิจบ้านจัดสรรนั้น  มีความหมายน้อยกว่ากิจการอย่างอื่นอีกหลาย ๆ  อย่าง

 

          ความแตกต่างหรือแปลกไปจากธุรกิจอื่น ๆ  ที่น่าสนใจเรื่องแรกก็คือ  ตัวเลขผลประกอบการของธุรกิจบ้านจัดสรรที่ เพิ่งประกาศมานั้น   มักจะเป็นผลงานของบริษัทใน อดีตที่ห่างไกล เช่น   กำไรที่เห็นในวันนี้อาจจะเป็นเรื่องของการขายคอนโดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อ  สองปีที่แล้ว   เหตุผลก็คือ  การรับรู้รายได้ส่วนใหญ่นั้น   เพิ่งจะมาทำกันตอนคอนโดสร้างเสร็จและโอนกันเรียบร้อยหลังจากการสร้างเสร็จซึ่งใช้เวลาสองปี   ดังนั้น  เมื่อเราเห็นกำไรที่งดงามในวันนี้  ก็อย่าเพิ่งดีใจ  เพราะการซื้อหุ้นนั้นหรือราคาหุ้นที่จะไปนั้นอยู่ที่ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ไม่ใช่ผลประกอบการในอดีต

 

                สิ่งที่ช่วยพิสูจน์หรือยืนยันในเรื่องของผลประกอบการของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็คือ   ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มนี้ในไตรมาศแรกที่ผ่านมา    นั่นก็คือ  ในขณะที่เศรษฐกิจในไตรมาศแรกของปีนี้ตกต่ำที่สุดคือลบลงมาถึง  7%  ซึ่งทำให้ผลประกอบการรวมของบริษัทจดทะเบียนลดลงถึงเกือบ 50%  จากปีก่อน    แต่ผลประกอบการของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยตรรกะแล้วควรที่จะถูกกระทบมากกว่าธุรกิจอื่นเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูงมากและผู้คนมักจะไม่อยากลงทุนซื้อในยามที่มีความไม่แน่นอนของการจ้างงาน  กลับมีผลกำไร  เท่าเดิมโดยที่หลายบริษัทมีผลกำไรมากกว่าเดิมมาก    ดังนั้น  ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือ  เวลาวิเคราะห์ดูพื้นฐานของกิจการบ้านจัดสรร  อย่าเพิ่งใช้ตัวเลขกำไรในไตรมาศหรือแม้แต่ปีที่ผ่านมาเป็นตัวอ้างอิง

 

                กิจการพัฒนาบ้านจัดสรรขายนั้น   เป็นกิจการที่ต้อง  เริ่มต้นใหม่ทุกปี  นั่นคือ  มันเป็นธุรกิจที่ต้องหาลูกค้าใหม่เกือบทั้งหมด   ลูกค้า  ขาประจำ  ที่จะกลับมาซื้อซ้ำนั้นแทบไม่มีเพราะบ้านนั้น   เวลาซื้อแล้ว   ส่วนใหญ่ก็ไม่ซื้ออีกในชีวิตนี้    ดังนั้น   การที่จะคาดหวังยอดขายและรายได้ในแต่ละปีก็มักจะทำได้ยาก   การสร้างความภักดีในยี่ห้อหรือตัวสินค้าก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องอะไร   เหนือสิ่งอื่นใด   ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อบ้านนั้น  เขามักจะเลือกที่ทำเลเป็นหลัก   ส่วนเรื่องอื่น ๆ  นั้นเป็นตัวประกอบ  ดังนั้น  การต่อสู้กันของผู้ประกอบการจึงอยู่ที่ทำเลซึ่งไม่มีใครได้เปรียบใครเนื่องจากทุกคนสามารถหาซื้อที่ดินที่ไหนก็ได้

 

                ว่าที่จริง  การทำธุรกิจบ้านจัดสรรนั้น  บริษัทจำนวนมากแทบจะไม่ได้มีคนหรือหน่วยงานมากมายในการดำเนินงานเลย   ยกเว้นเรื่องของที่ดินที่บริษัทต้องซื้อเองและการดูแลงานปฏิบัติการของบริษัทซึ่งก็ไม่ต้องใช้คนมากมายอะไรแล้ว   บริษัทสามารถจ้างคนออกแบบบ้านหรือคอนโดให้หรูหราอย่างไรก็ได้โดยสถาปนิกชื่อดัง   บริษัทสามารถจ้างบริษัทอื่นในการขายของโครงการหรือถ้าขายเองก็จ้างคนอื่นในการทำโฆษณา   ขายได้แล้วบริษัทก็มักจะจ้างบริษัทอื่นเป็นคนสร้าง   สรุปแล้ว  การเป็นบริษัททำโครงการจัดสรรนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยาก   บางทีขอให้มีทำเลที่ดีก็สามารถประสบความสำเร็จอย่างสูงได้   และว่าที่จริงก็มีโครงการอย่างที่ว่าให้เห็นมาพอสมควรด้วย   และนี่ก็มาถึงข้อสรุปที่ว่า  บริษัทบ้านจัดสรรนั้น   ส่วนใหญ่ไม่น่าจะมี  Goodwill  หรือค่าความนิยมในทางธุรกิจ  ซึ่งถ้าจะขยายความก็คือ  บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่นั้น  ไม่ได้มีลูกค้า  ระบบการทำงาน  ชื่อเสียงของยี่ห้อ  และอื่น ๆ  ที่ทำให้ธุรกิจมีค่ามากกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท

 

          และนั่นนำมาถึงข้อสรุปสุดท้ายที่ว่า  ถ้าพูดถึงมูลค่าพื้นฐานของหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว   ผมคิดว่า  หุ้นอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่นั้น  ถ้าเราไม่สามารถหา  ความ  โดดเด่นพิเศษ   ที่บริษัทอื่นทำไม่ได้หรือเลียนแบบไม่ได้   เราก็อาจจะเสี่ยงถ้าไปลงทุนในบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีของบริษัท 

 

                 ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  แม้ว่าเราจะพบและลงทุนในหุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจและมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานแล้ว  สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ  เราไม่ควรถือไว้ยาวนานเกินไป   เพราะธุรกิจนี้มีลักษณะที่เป็นวัฏจักรขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ  ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ   และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ  ผมเองไม่แน่ใจว่าธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจที่จะค่อย ๆ  ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ  หรือไม่ในระยะยาว   เหตุผลก็คือ  อัตราการเกิดของคนไทยลดลงมาก  ถึงวันหนึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีบ้านใหม่เพราะสามารถรับมรดกบ้านต่อจากพ่อแม่ได้   ดังนั้น  การลงทุนในหุ้นบ้านจัดสรรนั้น  เราต้องรู้ว่า  นี่เป็นเกมที่ไม่สามารถซื้อไว้แล้วนั่งอยู่เฉย ๆ  นาน ๆ  ได้

 

 

Dr.Nives

การอ่านกราฟเบื้องต้น

posted on 22 Jun 2009 09:05 by smartinvestor  in BabyInvestor
วิธีการอ่านกราฟ

การแสดงค่าการเปลี่ยนแปลงของราคาในปัจจุบันนั้น นิยมใช้การแสดงด้วยกราฟหรือ Chart เป็นหลัก ซึ่งโดยพื้นฐานนั้นเราต้องเข้าในความหมายของการเคลื่อนที่ของราคาเสียก่อน จึงจะสามารถดูทิศทางหรือแนวโน้มของราคาที่เคลื่อนที่ไปได้


จากรูปข้างบน เราจะพบว่ากราฟมีการเคลื่อนที่ในสองลักษณะคือ ลง และขึ้น โดยที่ถ้าราคากำลังเคลื่อต่ำลงมาเป็นจังหวะที่ควรเข้า Sell (ขาย) หรือคือการเล่น Shot นั่นเอง ส่วนเมื่อราคาเคลื่อนที่สูงขึ้น เป็นจังหวะที่ควรเข้าทำการ Buy (ซื้อ) หรือเล่น Long นอกจากนี้กราฟยังสามารถมีลักษณะเคลื่อนที่ไปยังด้านข้างหรือที่เรียกว่า sideway ซึงเป็นช่วงที่เราควรหลีกเลี่ยงจากการลงทุน

ลักษณะของกราฟ
กราฟนั้นมีลักษณะอยู่สามแบบใหญ่ๆได้แก่

1.แบบเส้น( Line Chart ) คือการแสดงกราฟราคาโดยใช้เส้นราคา ดังรูปข้างล่าง



2.แบบแท่ง( Bar Chart ) คือการแสดงราคาโดยรูปแบบของแท่งราคา ดังรูปข้างล่าง


ซึ่งในแต่ละแท่งจะแทนการเปลี่ยนแปลงในหนึ่งช่วงเวลา เช่นถ้าเรากำหนดเสกลเวลาที่ 1 ชม. ดังนั้น หนึ่งแท่งของแท่งราคาจะใช้เวลา 1 ชม. ซึ่งในหนึ่งแท่งของแท่งราคาจะประกอบด้วย


-ราคาเปิด แทนด้วยเส้นขีดแนวนอนทางด้านซ้าย
-ราคาปิด แทนด้วยเส้นขีดแนวนอนทางด้านขวา
-ราคาสูงสุด คือจุดสูงสุดของแท่ง
-ราคาต่ำสุด คือจุดต่ำสุดของแท่ง
จะเห็นว่ากราฟแบบแท่งจะให้รายละเอียดต่อหนึ่งช่วงเวลาได้มากกว่าแบบเส้น

3.แบบแท่งเทียน (Candle Stick) คือการแสดงราคาด้วยรูปแบบแท่งราคาของญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะดังรูปข้างล่าง


กราฟแบบแท่งเทียนนั้นจะบอกรายละเอียดของราคาในหนึ่งเสกลเวลาเช่นเดียวกับในแบบแท่ง( Bar Chart ) แต่จะง่ายในการใช้ดูภาพรวมของตลาด โดยสังเกตุจากสีของแท่งเทียนได้ง่ายกว่า ซึ่งแท่งเทียนแต่ละแท่งมีรายละเอียดดังนี้


-ส่วนของตัวเทียน คือส่วนแท่งหนาๆ มีสองลักษณะ คือแบบแท่งโปร่งหรือสีขาวหมายถึงราคาเปิดสูงกว่าราคาปิด และแบบแท่งทึบหรือสีดำ หมายถึงราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด
-ส่วนของไส้เทียน หรือเส้นเล็กๆที่ยื่นออกมาจากตัวแท่งเทียน โดยปลายไส้เทียนด้านบนหมายถึงราคาสูงสุด ส่วนปลายไส้เทียนด้านล่างหมายถึงราคาต่ำสุด